บทที่ 11 4.2 ความพยายามของอิงน่าน ปริยากรโสภณ
อิงน่าน Part
สุดท้ายแล้วเราทั้งหมดก็สิ้นสุดความเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกในวันที่ 10 มีนาคม พอก้าวเท้าออกจากรั้วโรงเรียนสายตาก็อดกวาดมองทุกภาพที่คุ้นเคยมาถึงหกปีไม่ได้ ทุกความเคลื่อนไหวทุกทัศนียภาพมันคือความผูกพันเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงคิดเช่นเดียวกันเราถึงได้เร่งฝีเท้าพากันไปจับจองพื้นที่ของร้านนมปั่นเจ้าเดิม
ดีนะที่บอมมันใช้ความสนิทสนมมาจับจองพื้นที่ไว้ก่อนไม่งั้นพวกผมคงไม่มีโต๊ะให้นั่งหรอก เพราะวันนี้ใคร ๆ ต่างก็พากันมาเลี้ยงฉลองวันจบการศึกษาทั้งนั้นและร้านนมปั่นคืออีกหนึ่งเป้าหมายของเด็กนักเรียนหลายคนเช่นกัน
“อิบอมมึงเลิกแย่งไข่มุกของกูสักทีได้ไหม ไหนว่าจะลดหุ่นไปอ่อยหนุ่มกรุงเทพไงวะ!”
“โอ๊ย คุณนายเฟิร์นเจ้าขาไข่มุกหนุบหนับแค่สามสี่เม็ดไม่ได้ทำให้กูอ้วนขึ้นมาทันตาหรอกค่ะ หมับ! อะ อยากกินเท่าไหร่มึงก็คุ้ยเอาของไอ้เคนไปกินสิ” คำถกเถียงของเพื่อนคืออีกหนึ่งในความคุ้นเคยของผม
แต่ประโยคบอกเล่าของแม่ที่พูดให้ฟังวันก่อนว่าแม่ของใบเฟิร์นมาบ่นให้ฟังเรื่องอยากให้มันไปเรียนต่อที่เชียงใหม่เพราะมีญาติอยู่ที่นั่น แต่ใบเฟิร์นก็ดื้อรั้นจะไปเรียนกรุงเทพกับพวกผมให้ได้ พอเรื่องราวเหล่านั้นลอยเข้ามาในความคิดก็ส่งผลให้สายตาหันไปจ้องหน้าใบเฟิร์นเพื่อนผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวของเราเห็นทีผมคงต้องพูดในสิ่งที่ไม่อยากพูดกับเพื่อนคนนี้สักทีสินะ
“เลือกมหาลัยอันดับหนึ่งที่เชียงใหม่เถอะเฟิร์นกูรู้ว่ามึงเป็นห่วงกูรู้ว่าเราอยากไปลุยกรุงเทพด้วยกัน แต่กูก็รู้เหมือนกันว่ามึงอยากไปเชียงใหม่รู้ว่ามึงมีความฝันมีความต้องการของตัวเองและกูก็อยากให้มึงไขว่คว้าความฝันของตัวเองได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนไม่ว่าจะเห็นกันรึเปล่ามึงก็รู้ว่าเราจะเป็นเพื่อนกันเสมอนี่หว่าอีกอย่างแค่กรุงเทพเชียงใหม่ไม่ไกลกันหรอกน่ะ”
“อิงมันพูดถูกนะไม่ใช่ว่าพวกกูไม่รู้ว่ามึงอยากไปเรียนที่นั่นตั้งแต่ม.2แล้วพวกกูรู้หมดแหละแต่แค่รอดูว่ามึงจะเปลี่ยนใจไหม ถึงตอนนี้ปากมึงบอกว่าอยากไปเรียนกับพวกกูแต่พวกกูก็ไม่อยากเป็นตัวถ่วงความฝันของเพื่อนเหมือนกัน” แก้วนมในมือของใบเฟิร์นถูกวางไว้บนโต๊ะสายตามองมาทางผมด้วยความงุนงงในประโยคแรกที่พูดออกไป แต่เมื่อจบถึงประโยคสุดท้ายรวมทั้งไอ้เคนยังตามย้ำอีกคนแววตาของใบเฟิร์นก็มีแต่ความสับสนความว้าวุ่นจนน่าสงสารเพื่อนชะมัด
“ไม่ใช่แค่มึงนะอิเฟิร์นแต่แม่มึงก็อยากให้มึงไปเรียนเชียงใหม่เหมือนกัน ก่อนที่มึงจะยึดติดอยู่กับพวกกูอย่างนี้กูว่ามึงควรยึดติดกับความรู้สึกของพ่อแม่มึงมากกว่านะ”
หมับ! “บอมกับเคนมันแหกปากปาว ๆ ว่าอยากไปกรุงเทพตั้งแต่ม.1แล้วกูถึงไม่ทักท้วงพวกมันเหมือนที่กูท้วงมึงเพราะกูรู้ว่าใจมึงอยากทำอะไรอยากไปไหนไงล่ะ เอางี้เราเอาแต่พูดเองเออเองว่าจะเรียนที่นั่นที่นี่ให้ได้ทั้งที่ไม่รู้ว่าเราจะสอบได้รึเปล่า เอาเป็นว่าต่อให้เป้าหมายที่เราไปถึงมันจะเป็นคนละเป้าหมายแต่กูอยากให้พวกเราทำตามความฝันของตัวเองให้ได้กูแค่หวังอย่างนั้นจริง ๆ” เพราะยังเห็นความลังเลใจในสายตาของใบเฟิร์นผมถึงได้เอื้อมมือไปจับมือมันไว้แน่น
ปากยังคงเกลี้ยกล่อมให้มันเดินไปหาความต้องการและทำตามที่ใจตัวเองปรารถนาโดยไม่ต้องห่วงหาพวกเราที่เหลืออยู่ ไอ้เคนกับบอมเองก็ช่วยกันหว่านล้อมใบเฟิร์นจนเธอต้านทานความต้องการของเราสามคนไม่ไหว สุดท้ายเพื่อนสาวแสนสวยของผมก็พึมพำออกมาว่าจะเลือกเรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่เป็นอันดับหนึ่งในการสอบ
เราสามคนที่เหลือถึงได้ลอบสบตาส่งยิ้มให้กันเพราะอย่างน้อยนี่คือสิ่งที่เราจะทำให้เพื่อนได้ จะผลักดันเพื่อให้เพื่อนได้เดินทางสู่ความฝันเหมือนที่ตัวผมเองก็จะทำเช่นกันจะทำให้ได้เลยคอยดูสิ
แล้วการรอคอยก็สิ้นสุดลงในวันที่ 18 พฤษภาคมหลังจากประกาศผลสอบและยืนยันสิทธิ์เรียบร้อย ผมก็ได้เป็นว่าที่นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจเอาไว้ในขณะที่บอมก็สอบติดคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยเดียวกับผม ส่วนเคนไปติดคณะวิศวกรรมศาสตร์แถวลาดกระบังและใบเฟิร์นเองก็เดินตามฝันขั้นแรกด้วยการสอบติดมหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงใหม่จนได้
เย็นวันรุ่งขึ้นเราทั้งสี่คนก็มารวมตัวกันอยู่ที่บ้านผมอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันไม่มีความหนักอึ้งเรื่องการเดินทางสู่ความฝันของพวกเราอีกแล้ว แม้จะมีเสียงบ่นเบา ๆ จากปากไอ้เคนเพราะมันสอบไม่ติดวิศวะที่เดียวกับผมก็เถอะ
“ฮึก กูขอโทษที่เลือกที่นี่นะพวกมึง”
“จะขอโทษในสิ่งที่ทำถูกต้องทำไมเลิกร้องได้แล้ว อะกินซะเดี๋ยวไอ้เคนก็กวาดหมูลงท้องมันหมดหรอก” งานเลี้ยงเล็ก ๆ ของเราสี่คนถูกจัดขึ้นใต้ต้นมะม่วงบ้านผมเหมือนเดิม แต่สิ่งที่แปลกไปก็คือใบเฟิร์นเอาแต่ร้องไห้คล้ายดังว่าเธอทำผิดหนักหนาทั้งที่พวกผมออกจะดีใจที่เธอสอบติดมหาวิทยาลัยนั้นจะตาย
“เลิกสำออยแล้วเอาแก้วกระแทกปากมึงซะเฟิร์น จบจากฉลองรอบนี้แล้วอีกนานเลยนะยะที่จะได้กลับมารวมตัวกันอีกน่ะ”
“ไม่เห็นนานเลยรอให้เข้าที่เข้าทางเดี๋ยวก็ได้เจอกันอยู่ดี อ้ออีกไม่กี่วันนี้พวกกูจะต้องไปหาหอที่กรุงเทพนะหอในของมหาลัยไอ้สองตัวนี้ไม่ว่างว่ะมึงจะไปเที่ยวกรุงเทพด้วยกันไหมล่ะ” ไอ้เคนขัดบอมขึ้นมาแก้วที่มันถือถูกชี้มาทางผมกับบอม แต่คำเชิญชวนของมันก็ทำให้เสียงร่ำไห้ของใบเฟิร์นเงียบลงแล้วกลับกลายเป็นดวงตาวิบวับแทน
“เมื่อไหร่วะกูไปด้วยสิ”
“เชอะเรื่องเที่ยวนี่ตาแพรวพราวดอกเต็มตัวเลยนะยะพวกกูจะไปกันอาทิตย์หน้านี่แหละ เออมึง ๆ แฟนอิอิงจะสอบแล้วนี่หว่าถึงไม่ลุ้นกูก็ว่าได้ชัวร์เผลอ ๆ ติดอันดับหนึ่งด้วยซ้ำ กูว่าโปรไฟล์อย่างนั้นมหาลัยคงส่งเทียบเชิญไปให้แล้วแต่โดนเขาปัดตกมั้ง เขาคงเกิดราศีมั่นแหละหยิ่งเหมือนอิอิงเพื่อนมึงสองตัวเลยย่ะ”
“เอ้าอิบอมอิเหี้ยแล้วอิอิงมันไม่ใช่เพื่อนมึงเหรอค้า!” ตึก ๆ ๆ ขณะที่เพื่อนทั้งสามกระเซ้าเย้าหยอกกันแต่หัวใจผมกลับเต้นแรงทุกครั้งที่เพื่อนพูดคำว่าแฟนอิงออกมา ผมรู้ว่าตัวเองมีความสุขกับคำนี้มากแค่ไหนแม้ว่าจะเป็นความสุขที่เกิดจากการหลอกตัวเอง แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจขึ้นมาเหมือนกันพอมีความสุขแก้วในมือก็อดยกขึ้นจิบน้ำขมลงคอไม่ได้
อืม..วันนี้แอลกอฮอล์ลื่นคอดีแฮะ
